ป.ธ.๙ ไดอารี่ บันทึกสิ่งดีอยู่ในใจ ตอน 5 เพียงจุดเริ่มต้น
ตอน 5 เพียงจุดเริ่มต้น


เพียงจุดเริ่มต้น
เมื่อได้มาบวช รู้สึกว่าเส้นทางสายนี้
ดีกับชีวิตของเรา สามารถตอบโจทย์เป้าหมายชีวิตได้มากที่สุด เราเองก็ไม่แน่ใจว่า
ออกไปแล้วเราจะเรียนต่อได้นานแค่ไหน เพราะชีวิตเรามันสั้น
และก็ไม่แน่ใจจะได้กลับมาบวชอย่างนี้หรือเปล่า ถึงเราออกไปเรียนต่อข้างนอก จริง ๆ
ก็ไปได้ จึงตัดสินใจบวชต่อ โดยลองดรอปเรียน ๑ ปีก่อน
แต่ตอนนั้นไม่มีโครงการบวชเรียน
อะไรทั้งสิ้น ก็เลยบวชมาด้วยความรู้สึกอยากจะฝึกฝนอบรมตนเอง
ก็พอดีมีสถาบันเกิดขึ้น ก็เลยเข้าเรียนในสถาบัน อยู่ด้วยความศรัทธา อยากเรียนรู้วิชชาธรรมกาย
ในรายวิชาเรียนภาษาบาลี
ก็ยังไม่ใช่วิชาแกน แต่อาตมารู้สึกอยากจะเรียนบาลีเพราะเมื่อเรียนแล้ว
เหมือนกับเราเข้าใจในพุทธพจน์ เวลาสวดมนต์
เวลาให้พรก็รู้สึกว่าเราใกล้ชิดกับความหมายของมันมากขึ้น รู้สึกว่าเราคล่อง ชีวิตความเป็นพระมันเติมเต็ม
ด้วยการเรียนภาษาบาลี เลยไม่รู้สึกว่า ไม่ถูกบังคับให้เรียน ขยันท่องโดยธรรมชาติ
แต่ตอนแรกๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะในสถาบันมีให้เรียนน้อย

การศึกษาระดับอุดมศึกษาที่สถาบันธรรมชัย
บาลีถือว่าเป็นส่วนเสริม สัปดาห์หนึ่งเรียนแค่ 2 ครั้ง
ตอนจบเทอม เรายังแปลไม่ได้เลย ยังสอบได้ 0 ให้อยู่เลย
ช่วงติว ติวกันอยู่ 10 วัน เพราะเราเรียนน้อย สถาบันธรรมชัยมีวิชาหลายอย่าง
ดังนั้นต้องขวนขวายภาษาบาลีเอง
เวลาสอบจึงอาศัยความรู้ทางไวยากรณ์ไปสอบ พร้อมด้วยความรู้ภาษาไทย
ที่เป็นเนื้อเรื่อง ปรากฏว่าการสอบครั้งนั้น อาตมาผ่าน
ขึ้นประโยคสามก็ลุยอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืน
นอนห้าทุ่ม ตื่นตีสี่ ก็เรียน ยืน เดิน นั่ง นอนก็ทุกอย่างเป็นภาษาบาลีหมด
แล้วก็เรียนมาเรื่อยๆ ทำอย่างนี้อยู่ หนึ่งเดือน ผลออกมา ปรากฏว่าสอบผ่าน
เมื่อประโยคสูงก็บริหารเวลาเอา
ก็เรียนด้วยใจ สอบได้สอบผ่าน ก็ทำให้ดีที่สุด ตอนนั้นเราแทบจะไม่คิดว่าเราจะเรียนประโยค
๙ เพราะไม่รู้ว่า ป.ธ.๙ เป็นอย่างไง ความที่ตอนแรกตั้งใจบวชจะปฏิบัติธรรม
ต้องเป็นนักบวช การเรียนจึงเป็นส่วนเสริม ฉะนั้นการเรียนจนจบ ประโยค ๙
ก็เกิดจากแรงบันดาลใจที่อยากบวชเป็นพระ
ประโยคสูงๆ
อาตมาก็เรียนเอง อย่างประโยคเจ็ดเป็นอรรถกถา ก็เลยเอาพระไตรปิฎกมาตีคู่ไปเลย ปกติถ้าอ่านหนังสือ
เมื่อไม่เข้าใจจริง ๆ ก็จะไม่ค่อยเข้า
การอ่านแบบนี้
ทำให้เวลาเห็นข้อสอบก็รู้สึกเลยว่า ตรงนั้นเป็นเรื่องอะไร กำลังอธิบายอะไรอยู่ เชื่อมโยงกับอะไร
จะไม่พยายามเรียนเพื่อจำ แล้วเอาความรู้ไปสอบอย่างเดียว
แต่พยายามจะศึกษาด้วยความรู้ตรงนี้ จะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้
มีความรู้สึกว่ารักจะศึกษา จะเรียนให้ได้อย่างนี้
รู้สึกว่าเราได้ประโยชน์มากกว่าเอาไปใช้ได้มากกว่า
ไม่ได้อ่านเพื่อจะจำ
แต่เพื่อจะเข้าใจธรรมะว่า เราจะได้อะไร เพื่อจะได้ความภาคภูมิใจ
ถามว่าคาดหวังไหม
ก็คาดหวังอยู่ แต่ถ้ามองดีๆ แล้วเรามีอยู่หลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องทำ
ทั้งนั่งสมาธิ ฝึกฝนอบรมตนเอง ฉะนั้นบาลีสำหรับอาตมาแล้วมันคืองานอดิเรก
ในการจัดสรรของเรา เพราะไม่มีใครมาบังคับ
จริง ๆ
แล้วอย่าไปคิดว่า เราสอบตก อาตมาตกประโยค ๙ อยู่สามปี ก็รู้สึกว่า
เอาล่ะเรียนก็เอาความรู้ตรงนี้มามากพอแล้ว
จะได้เอาเวลาไปใช้ประโยชน์กับงานพระศาสนา พอคิดได้อย่างนี้
ก็เหมือนบุญของเราเต็มเปี่ยม ปรากฏว่าสอบผ่าน
ฉะนั้นมันอยู่ที่ว่าเราจะเอาความรู้ว่าเพื่ออะไร
ตั้งเป้าหมายในการศึกษาบาลีไว้อย่างไง เมื่อมาสอนตนเองเราก็ได้ทั้ง ศรัทธา
ได้ชีวิตของความเป็นพระมันสมบูรณ์แบบขึ้น แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว คุ้มแล้ว
ที่ช่วยเต็มเติมชีวิตในส่วนที่เราต้องการ ในส่วนของด้านเปรียญธรรม


เมื่อจบแล้ว
รู้ภาคภูมิใจ แต่ความรู้สึกลึกๆ คือ เป็นเพียงการเริ่มต้น ที่เราจะทำงานพระพุทธศาสนาให้ยิ่งๆ
ขึ้น ที่เราต้องทำ ทั้งขวนขวายศึกษาให้ยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อเป็นการตอบแทนคุณให้กับวัด
ป.ธ.๙
เป็นเพียงแค่จุด ๆ หนึ่งของชีวิตที่เราผ่านขึ้นมา เป็นสิ่งหลวงพ่อให้โอกาส
ญาติโยมให้โอกาส เราก็จะตอบแทนด้วยการเป็นพระที่ดี ทำงานพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่สุด
การปฏิบัติธรรมของเราก็ต้องสมบูรณ์ให้สมกับที่บวชมาแล้ว มีเป้าหมายที่ดี
พระมหาวุฒิชัย
วุฑฺฒิชโย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น