ป.ธ.๙ ไดอารี่ บันทึกสิ่งดีอยู่ในใจ ตอน 4 คำว่า “นาคหลวง”


...กว่าจะเรียนบาลีจนจบประโยค ๙ ต้องใช้ความเพียรพยายามมากเพียงใด?
...กว่าจะเป็นพระมหาเปรียญชั้นสูงสุดต้องอบรมฝึกฝนตนเองมาอย่างไร?
...ป.ธ.๙ ไดอารี่ บันทึกสิ่งดีอยู่ในใจของประโยค ๙ วัดพระธรรมกาย จะเป็นอย่างไร?
ขอเชิญทุกท่านมาดูเถิด เอหิปัสสิโก...

คำว่า “นาคหลวง”
            อาตมาได้มีโอกาสบวชตอนช่วงปิดเทอม ตอนจบ ป.๓ อายุ ๙ ขวบที่วัดปากน้ำ บวชจนเขาสึกกันหมดแล้ว เหลืออยู่รูปเดียว จนวันสุดท้ายของการปิดเทอม เลยจำยอมต้องสึก อาตมายังรู้สึกภูมิใจในการบวชอยู่ ก่อนสึกก็เลยปลงผม ให้เกลี้ยงเลย
            พอเปิดเทอม ทุกคนในโรงเรียนต่างก็รู้กันว่า อาตมาไปบวชมา เพราะหัวโกนไม่มีคิ้วอยู่คนเดียว ในโรงเรียน
            ปีถัดมา ก็มาบวชอีกรอบหนึ่ง รอบนี้ผู้ใหญ่ต่างเชียร์ว่า ไม่ต้องสึกกันแล้ว ให้บวชต่อไปเลย อาตมาก็เลยตัดสินใจจะบวชยาวไปเลย ใจจริงก็ตุ่ม ๆ ต่อม ๆ ว่าบวชจะเป็นอย่างไร
            วันที่จะสิ้นโครงการบวช ภาคฤดูร้อน เป็นวันที่ ๒๒ เมษายน  อาตมาก็มีโอกาสเจอหลวงพ่อที่ศาลาดุสิต เห็นญาติโยมเยอะแยะเต็มไปหมด แต่พอเห็นเณรน้อย ก็พากันหลบทางให้เข้าไปก่อน อาตมาก็เข้าไปกราบท่าน และได้อวยพรให้ท่านว่า
 “ขอให้หลวงพ่อ เป็นกัลยาณมิตรของโลกตลอดไป”สั้น ๆ อย่างนี้ และก็บอกต่อว่า “ผมมาขออยู่ต่อที่วัด” แล้วท่านก็อนุญาต ได้ย้ายมาอยู่ภายในวัด ที่กุฏิจาก(ศูนย์พยาบาล ในปัจจุบัน)  

สมัยก่อนหลังกุฏิเป็นที่โล่งๆ เป็นผืนป่าหญ้าโล่ง ๆ มีก่อไผ่มีที่โล่ง ๆ ไว้จอดรถงานบุญใหญ่ ตอนดึกจะมีสปอตไลท์ส่องไปรอบ ๆ หมู่กุฏิ เพราะมันอยู่กลางทุ่งเลย เพื่อป้องกันคนมาเผากุฏิ พวกเราก็พากันท่องไวยากรณ์ กันอยู่กลางทุ่งโล่งๆ ตามมุมที่ตนเองชอบ ทุกคนต่างท่อง ก็ได้บรรยากาศ แทบจะไม่ต้องคุม ตี 3 ตี 4 พากันลุกขึ้นมาท่อง
            ด้วยความที่มันเป็นพื้นที่โล่ง อาตมากับเพื่อนๆ เราท่องเสียงดังเต็มที่ เสียงดังไปทั่วทุ่งนา เราตะโกนมาฝั่งนั้นก็ตะโกนไป บางทีอาตมาก็ไปนั่งอยู่ตรงท่อปูน ตอนกลางคืนก็ท่องกันไป มองไปทางไหน ก็เห็นเพื่อนๆ จัดจองพื้นที่ เพื่อจะท่องไวยากรณ์ เป็นบรรยากาศที่หาได้ยากแล้วในยุคนี้
            ด้วยความที่เรามาตั้งแต่เด็ก เราก็มีความหวังว่าจะเป็นนาคหลวง สมัยก่อนนาคหลวงยังไม่มีใครเป็นต้นแบบ ตอนนั้นเองก็มีเพื่อนรุ่นเดียวกัน คือ มหาสามารถ(นาคหลวงรูปแรกของวัด) เขาเรียนเก่ง คำพูดคำจาบุคลิกน่ายกย่องที่สุดในรุ่น เป็นความภาคภูมิใจในรุ่นเดียวกัน อายุห่างกัน 3 ปี ได้เป็นต้นแบบให้ในภายหลัง

            ตอนที่มหาสามารถยังไม่จบ ซึ่งก็ถือว่าใกล้จะจบแล้ว หลวงพ่อท่านก็ได้พูดถึงนาคหลวง ซึ่งหลวงพ่อท่านยกย่องมากเลย ยกย่องภาษาบาลี ยกย่องการเรียนภาษาบาลี ยกย่องผู้เรียน ทั้งคำสอน ซึ่งท่านก็ดูตามมโนปณิธานของหลวงปู่ ซึ่งสมัยนั้นท่านก็ยกย่องการเรียนภาษาบาลี มีการมุทิตา พูดได้ว่า ถ้าเรานึกถึงยุคหลวงปู่ไม่ออก ให้ดูที่หลวงพ่อเรา แล้วจะเห็นชัดว่า คงจะเป็นอย่างนี้แหละ  
            ท่านก็ยกย่องมากว่า อยากจะมีนาคหลวง เชียร์ให้ลูกเณรสามารถ เป็นนาคหลวงให้ได้
            เราก็รู้สึกว่า ที่จริงนาคหลวงมันสำคัญอย่างนี้เนอะ ถึงกับหลวงพ่อมาพูดเอง ยกย่องเอง ซึ่งพอเราเห็นก็กลายเป็นความฝันในใจ โอ้...อายุเราก็ยังได้
            ก่อนหน้านี้ อาตมาเรียน ประโยค ๑-๒ อยู่สามปี สอบตกสองปี เพราะตอนนั้นถือว่ายังเด็กมาก คนอื่นเขาสอบกันแล้วเรายังไม่สนใจ ยังเล่นรถเข็ญอยู่เลย  ปีแรกสอบไม่ผ่านสนามวัด จึงไม่มีชื่อสอบสนามหลวง ปีสองก็เริ่มเรียนรู้เรื่องสอบได้สนามวัด แต่ไปตกสนามหลวง
ปีถัดมาจึงสอบได้ เราเพิ่งได้ประโยค ๑-๒ ส่วนมหาสามารถได้ ป.ธ.๔ แล้ว  ซึ่งเราก็ไล่ตามไม่ทันแล้ว แล้วก็เรียนมาเรื่อยๆ เป็นคนที่เรียนแบบกลางๆ โดยการเรียนก็ไม่ได้เก่งน่ะ มีห้อง ก ข ค อาตมาอยู่ห้อง ข
            แล้วพอตอนสอบ ป.ธ.๙ ทุกคนทั้งวัดก็ต่างกันหวังกับอาตมา เพราะเป็นสามเณรอยู่องค์เดียว รุ่นเดียวกันก็พากันบวชหมดแล้ว ช่วงนั้นก็เป็นประธานสามเณรด้วย พอตกไปสองปี
ตกปีแรกก็สะเทือนใจ หนึ่งเรามีหวัง สองคนอื่นเขาให้ความหวังกับเรา ดังนั้นอาตมาก็เริ่มต้องหาเวลามาปลีกตัวอ่านหนังสือแล้ว จึงขอไม่เป็นประธานสามเณรอีก
            ปีนั้นก็เต็มที่ทั้งปี เพื่อนน้องสามเณร ก็มองหวังให้เราจะจบ เราก็เรียนอย่างเต็มที่ ท่ามกลางความหวังของทุกๆคน ก็ตุ่ม ๆ ต่อม ๆเหมือนกัน
            พบสอบเสร็จก็ไปปฏิบัติธรรม ที่ภูเรือ สวนป่าหิมวันต์ เราก็นั่งปฏิบัติธรรมไป อธิษฐานไป ตอนบ่ายก็ทำงานจับจอบช่วยบุกเบิกไป ขุดดิน ทำห้องใต้ดินไป พอถึงวันประกาศผล ก็ยังไม่กล้าฟัง สมัยก่อนเทคโนโลยียังไม่ถึง มือถือมีพระพี่เลี้ยงอยู่องค์เดียวที่มี จะฟังข่าวคราวทีต้องรอทางข้างล่างโทรมาอย่างเดียว
            เราก็ขุดดินไป ทำเป็นไม่สนใจ แต่ใจจริงนั้นสนใจ ทำเอาการทำงานไป พระพี่เลี้ยงท่านก็เดินมา
“สุวิทย์”หน้าเศร้าๆ แล้วก็พูดว่า “ผลประกาศบาลีออกแล้วนะ”
            พอเราเห็นหน้าเศร้ามา ก็แทบจะเป็นลม นึกในใจ “หมดหวังแล้วเรา”
            ท่านก็บอกว่า “สุวิทย์สอบผ่าน!!!
            เพียงเท่านั้นแหละ ลั่นเลย โยนจอบทิ้งเลย โชโย หิ้วเลย ทุกคนในที่นั้นพากันเฮฮากัน แทบจะอุ้มเลยอย่างกะนักบอล เพราะเราอยู่ท่ามกลางความหวังด้วย ทุกคนอยากให้เราได้ อาจเป็นความกดดันนะ ทุกคนตั้งความหวัง เราก็ตั้งความหวังกับตนเองด้วย
            ปีนั้น อาตมาจบท่ามกลางความไม่พร้อมของวัด เราเองก็ทุลนทุเรไปเรียนนอกวัด เดินทางก็แทบไม่เป็น เอาง่าย ๆ จบประโยคเก้าพร้อมกับประสบการณ์ชีวิต ไปเรียนก็ยาก กว่าจะจบก็ยาก จบได้ก็ภูมิใจที่เราทำให้ตนเองสมหวัง ทำให้คนสมหวัง และทำให้หลวงพ่อสมหวังด้วย
            เมื่อจบอาตมาก็ทำตามความตั้งใจที่มีตั้งแต่ก่อนจบ คืออยากจะมาช่วยดันน้อง ๆ ในยุคหลัง โดยการเป็นพระพี่เลี้ยงดูแลสามเณร ตอนนั้นมองดูแล้ว พระพี่เลี้ยงที่มาจากสามเณรไม่มีเลย หลวงพ่อท่านก็บอกว่า ต้องเป็นระบบพี่สอนน้อง คือ พี่เณรในยุคเก่า ฝึกตนเองมาอย่างไง หลวงพ่อสอนอะไร ต้องถ่ายทอดให้น้องรุ่นถัดไป

            บวชพระวันนั้น ก็มาเป็นพระพี่เลี้ยงวันนั้นเลย วันที่บวชเสร็จกลับจากวัง หลวงพ่อท่านมาต้อนรับที่หน้าโบสถ์ เรามาท่านก็รออยู่ก่อนแล้ว เราเห็นก็คิดว่า โอ้ หลวงพ่อให้ความสำคัญกับนาคหลวง กับเรา
            พอไม่กี่วันถัดมา ท่านก็ไปที่หอฉันท์ (สภาจาก) ท่านก็เดินมา แล้วก็จับหัว “เออ...ดูแลน้อง ๆ ให้ดี” คำพูดประโยคนี้ได้กลายเป็นเหมือนสิ่งที่หลวงพ่อท่านมอบหมายไว้ จากวันนั้นถึงวันนี้ ก็ยังเป็นอยู่ 15 ปีแล้ว ยังไม่ได้ไปไหน
            เพื่อช่วยกันสร้างน้องรุ่นใหม่ ๆ การที่อาตมามาเป็นพระพี่เลี้ยง ทำให้เกิดกระแสทำให้รุ่นน้องที่เคยเป็นสามเณรตาม ๆ กันมาตรงไปตามที่หลวงพ่อท่านอยากให้เราเป็น ทั้งหมดนี้ คือความภาคภูมิใจในชีวิตของอาตมา

                                                                                                            พระมหาสุวิทย์  ธมฺมิกมุนี

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ป.ธ.๙ ไดอารี่ บันทึกสิ่งดีอยู่ในใจ ตอน 6 รสภาษาบาลี

พระพุทธเจ้ามีมากมาย พระธรรมกายมีไม่ถ้วน?