ป.ธ.๙ ไดอารี่ บันทึกสิ่งดีอยู่ในใจ ตอน 6 รสภาษาบาลี
ตอน 6 รสภาษาบาลี
ฉะนั้นเวลาจะอ่านหนังสือ
เจอรุ่นพี่มหาเปรียญที่มีภูมิ ก็จะเข้าไปถามเลย ว่า “ทำไมแปลอย่างนี้ แล้วถ้าไม่แปลอย่างนี้
แล้วมันแปลอย่างไง” ถ้าเขาไม่รู้ก็จะไปค้นคว้ามาตอบ มาถกกัน
บรรยากาศสมัยนั้นเป็นคล้ายๆ อย่างนี้ มีอะไรเราก็พากันถกเถียงกันจนเกิดความรู้
จนสนุก ต่างคนต่างค้นคว้าแล้วเอามาถามกัน พอความรู้เราถึงขั้น “เวลาเราถาม
อาจารย์ก็จะชมว่า เดี๋ยวนี้เราเริ่มถามได้แล้วนะเนี่ย”
หลวงพ่อมหาโพธิ์
เคยถามนักเรียนในห้องว่า “พวกท่าน เรียนบาลี มีรสอะไร”
“มีแต่รสขมครับ”
เพราะมันต้องอดทน อดกลั้น ศึกษาพระบาลี แม้ไม่เข้าใจก็ต้องทนท่อง เรียนแล้ว
เรียนอีก ซึ่งการสอบบาลีนั้นจะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น
ทุกอย่างที่เราเรียนมาทั้งปี ตัดสินกันแค่การสอบสนามเดียว นั่นคือ
การสอบบาลีสนามหลวง
อาตมามาเจอภาษาบาลีครั้งแรกรู้สึกเพียงแค่ว่า มันเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนจริงๆ
ถ้าเราไม่ได้เป็นนักศึกษาบาลี เราก็จะไม่รู้เลยว่า
การเรียนบาลีมีความพิเศษและแตกต่างกับการศึกษาทั่วไปอย่างไง และแปลกดีที่ด้วยความพิเศษ
และแตกต่างของภาษาบาลี ก็ทำให้เราได้เกิดอุปนิสัยดีๆ
ที่ติดตามมากับการเป็นนักศึกษาบาลี
สอบได้คือเบิกหนังสือใหม่
สอบตกก็ใช้หนังสือเก่า หลวงพี่และนักศึกษาต้องมีความอดทนเป็นที่ตั้งในการเรียน
สู้อย่างไม่ท้อถอย ไม่ได้เอาใหม่เป็นปีต่อปี จำได้ว่า มีอยู่ช่วงหนึ่ง
เป็นช่วงที่เป็นโค้งสุดท้ายก่อนสอบหนึ่งเดือน ทางวัดได้จัดให้มีการติวบาลีก่อนสอบ
ตอนนั้นอ่านหนังสือเข้มเลย ตั้งแต่เช้าจนเที่ยงคืน
ติวกันแบบไฟกุฏิไม่เคยปิด
เพราะเมื่ออาตมาจำวัด
เพื่อนที่จำวัดแต่นอนค่ำก็จะลุกขึ้นมาอ่านหนังสือต่อทำอย่างนี้ต่อเนื่องกันเป็นเดือน
ๆ ถึงเวลาสอบจริง ก็สอบผ่าน ประโยค 3 ซึ่งในวัดมีพระสอบผ่านเพียง
2 รูป หนึ่งในนั้นก็มีอาตมาอยู่ด้วย นี่คือผลแห่งความเพียรที่ทุ่มเทให้กับพระบาลี
พยายามไม่ทำในสิ่งที่มันสนุกกว่าการอ่านบาลี
สิ่งที่มาควบคู่กับการอดทนก็คือ
ความขยันที่เกิดจากความอยากรู้อยากเข้าใจยิ่งๆ ขึ้นไป
หลวงพี่ก็ความขยันที่พิเศษอย่างหนึ่ง คือหลวงพี่ชอบถาม ถกหาความรู้ โดยยึดคติว่า
“โง่ครั้งเดียว ดีกว่าโง่ตลอดไป”
ฉะนั้นเวลาจะอ่านหนังสือ
เจอรุ่นพี่มหาเปรียญที่มีภูมิ ก็จะเข้าไปถามเลย ว่า “ทำไมแปลอย่างนี้ แล้วถ้าไม่แปลอย่างนี้
แล้วมันแปลอย่างไง” ถ้าเขาไม่รู้ก็จะไปค้นคว้ามาตอบ มาถกกัน
บรรยากาศสมัยนั้นเป็นคล้ายๆ อย่างนี้ มีอะไรเราก็พากันถกเถียงกันจนเกิดความรู้
จนสนุก ต่างคนต่างค้นคว้าแล้วเอามาถามกัน พอความรู้เราถึงขั้น “เวลาเราถาม
อาจารย์ก็จะชมว่า เดี๋ยวนี้เราเริ่มถามได้แล้วนะเนี่ย”
เมื่อขึ้นมา
ป.ธ.๖ ตอนนั้นอาตมาอ่านแทบทุกตัวอักษร ตรงไหนที่หนังสือตกหล่น ก็เติมให้
แปลจนหนังสือครบถ้วนทุกเนื้อหา และเพราะใช้หนังสือเดิมถึง 4 ปี
อ่านจนเข้าใจหมด
อีกอย่างที่ตามมาก็คือ
ความละเอียดรอบคอบ เพราะถ้าไม่ละเอียด ถึงจะอ่านหนังสือตรงกับที่ออกสอบก็ตาม
ก็มีสิทธิที่จะสอบตกได้ อย่างเพื่อนของอาตมา ตอนสอบก็คิดว่า
ตนเองทำข้อสอบได้แล้วนะ ทำไมถึงตก สอบถามไปถามมาก็ได้รู้ว่า รีบทำเกินไป
ไม่ได้ตรวจทาน
ดังนั้น
พอจบประโยค 9 ก็ไม่ใช่ความรู้สึกโล่งใจอย่างเดียว แต่ยังได้ทั้งความอดทน
ความขยัน ละเอียดลออ ซึ่งล้วนเป็นพื้นฐานในการต่อยอดการปฏิบัติธรรมต่อไป
อยากฝากถึงน้อง
ๆ รุ่นหลังไว้ว่า เรียนไปเถิดภาษาบาลี แล้วจะได้คุณธรรมติดตัวไป
พระมหาเฉลิม ปญฺญาภรโณ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น