ป.ธ.๙ ไดอารี่ บันทึกสิ่งดีอยู่ในใจ ตอน ๑ สู่แดนปลอดกังวล


...กว่าจะเรียนบาลีจนจบประโยค ๙ ต้องใช้ความเพียรพยายามมากเพียงใด?
...กว่าจะเป็นพระมหาเปรียญชั้นสูงสุดต้องอบรมฝึกฝนตนเองมาอย่างไร?
...ป.ธ.๙ ไดอารี่ บันทึกสิ่งดีอยู่ในใจของประโยค ๙ วัดพระธรรมกาย จะเป็นอย่างไร?
ขอเชิญทุกท่านมาดูเถิด เอหิปัสสิโก...

สู่แดนปลอดกังวล
​ในปี พุทธศักราช ๒๕๒๙ มีพระอาจารย์จากวัดพระธรรมกาย ได้เดินทางไปเผยแผ่ธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ดินแดนยโสธร เพื่อฟื้นฟูวัดเก่าแก่โบราณ ให้เป็นที่ปักหลักสอนธรรมะแก่ญาติโยม
ณ เวลานั้น อาตมาอายุได้ ๑๒ ขวบบริบูรณ์ ก็ได้ช่วยไปเป็นเด็กวัด คอยอุปัฐากพระอาจารย์ พร้อมทั้งช่วยเหลืองานต่างๆ ที่นั้น ทำให้เราได้รับการถ่ายทอดเรื่องธรรมะ เรื่องอะไรต่างๆ ซึ่งพระอาจารย์ท่านจะชอบเปิดเทป ที่เกี่ยวกับธรรมบท ประกอบดนตรี ทางแห่งความดี กระจายเสียงให้ได้ยินกันทั้งวัด เพลงของวัดสมัยโน้น มีแค่เพลงกองทัพธรรม อัลบั้มเดียว
​ท่านก็จะเปิดวนไปวนมา เปิดประวัติของพระอรหันต์สมัยก่อนบ้าง พุทธประวัติบ้าง สิ่งเหล่านี้ก็ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในหัวเรา "อ๋อ ท่านเหล่านั้น ต่างศึกษาแสวงหาแก่นสารแห่งชีวิต" เราก็เริ่มคิด "เอ ชีวิตคนเราก็ไม่ค่อยมีอะไรเป็นแก่นสาร" เราก็เริ่มมองเห็นแล้วว่า "อ๋อ...
​ชีวิตที่ประเสริญสุด เท่าที่มองดูแล้วก็มีแค่ชีวิตการเป็นพระ จะปลอดกังวล มีโอกาสในการทำความดีได้ง่าย ชีวิตฆราวาสจะทำอะไรก็มีสิทธิ์ตกนรกได้หมด"
​อาตมารู้สึกประทับใจ ประวัติการสร้างบารมีของพระเตมียราชกุมาร หรือพระเตมีย์ใบ้ตามที่ชาวบ้านพูดกัน
​สมัยก่อนท่านเคยเป็นกษัตริย์ แล้วก็ไปตัดสินลงโทษผู้ที่ทำความผิดมา พอชาตินั้นสิ้นอายุไป ก็เลยไปตกนรก พอเกิดมาอีกชาติเป็นลูกกษัตริย์อีก ท่านก็ระลึกชาติได้ เห็นว่าท่านก็คงจะต้องไปทำเหมือนเดิม สุดท้ายก็ตกนรก 
มาเทียบกับเราแล้ว ท่านเกิดมาเพรียบพร้อมทุกอย่าง ส่วนเราแทบจะไม่มีอะไรเลย ท่านเป็นกษัตริย์ กลัวตกนรก อยากออกบวช ไม่อยากอยู่ในพระราชวัง ท่านคิดว่า การเป็นนักบวชเนี่ย เป็นชีวิตที่ปลอดภัยที่สุดในสังสารวัฏแล้ว ก็ทนเป็นคนงอยเพลี้ย คนใบ้ ถึง ๑๖ ปี
​พอย้อนมาดูตัวเรา เราโชคดีกว่าท่านเยอะ ไม่มีใครมาทดสอบ มีแต่คนอยากให้บวช ตั้งแต่นั้นมาก็ได้ต้นแบบในการดำเนินชีวิต
​จนกระทั่งอายุได้ ๑๔ ปี ก็ได้บวชเป็นสามเณรและมาอยู่ที่วัดพระธรรมกาย อยู่อย่างมีความสุข เขาให้ทำอะไรก็ทำไป เพราะทุกอย่างเป็นบุญเป็นกุศลหมด แล้วก็ศึกษาพระบาลีมาเรื่อย ๆ
​เมื่อบวชเณรมาได้ประมาณ ๔ ปี หลวงพ่อท่านก็ให้มานั่งสมาธิในอาคารภาวนา ตอนนั้นหลวงพ่อท่านก็เห็นว่า พวกเณรนั้น อินโนเซน ไม่มีเรื่องอะไรให้คิดเยอะ น่าจะนั่งสมาธิได้ดี เพราะบวชแต่เด็ก ปีนั้นหลวงพ่อท่านก็อยากจะฝึกเณรในเรื่องปฏิบัติธรรม
​ในวันที่มีการสอบถามและคัดเลือกเพื่อจะให้เข้าไปปฏิบัติธรรม เราก็ได้ยินว่า “ถ้าหลวงพ่อให้ไปนั่งสมาธิอย่างเดียว ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องทำอะไรเลย จะเอาไหม”
​เราได้ยิน ก็นึกในใจว่า “โอ้... นี่แหละสุดยอดชีวิตที่ปรารถนาเลย”
​เมื่อได้มานั่งสมาธิ ก็ทิ้งหนังสือหนังหา เอาไว้ที่กุฏิหมด
​พอออกพรรษา หลวงพ่อท่านก็ถามว่า “ลูกเณรสอบกันวันไหนจ๊ะ”
​“อ้าว หลวงพ่อครับ ต้องสอบด้วยเหรอครับ”
​“สอบสิ ต้องเอาให้จบประโยค ๙ จะได้ไม่มีกังวล ไม่มีปลิโพธ”
เรา​ก็ต้องกลับไปเอาหนังสือมาอ่าน เพื่อที่จะสอบ และพอเวลาใกล้จะสอบ หลวงพ่อท่านก็ให้เวลาอ่านหนังสือช่วงบ่าย ส่วนช่วงเช้ามืด สาย และค่ำ ก็นั่งสมาธิตามปกติ พอถึงเวลาสอบ ก็ไปสอบ 
ช่วงที่อยู่ปฏิบัติธรรมนั้น เราไม่ได้เรียนที่โรงเรียนเหมือนปกติ ก็ติวกันเองสอนกันเอง เป็นแบบรุ่นพี่สอนรุ่นน้อง โดยจะเริ่มอ่านหนังสือ ช่วงเข้าพรรษา ซึ่งจะใช้เวลาบ่าย เป็นเวลาอ่านหนังสือ ช่วงอื่นก็จะนั่งสมาธิกัน

​ช่วงปีพ.ศ. ‭๒๕๓๗-๒๕๔๑‬ ก็ได้ไปจำพรรษาและนั่งสมาธิที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก็จะเป็นที่พนาวัฒน์บ้าง สุขสันโดษบ้าง และก็ที่ดอยสุเทพบ้าง ช่วงนี้นรู้สึกมีความสุขมากเมื่ออายุครบบวชพระ หลวงพ่อท่านก็เมตตาเป็นเจ้าภาพบวชพระให้ ในปี พุทธศักราช ๒๕๓๘
​ช่วงอยู่ที่เชียงใหม่นั้น เรียนบาลีไปด้วย นั่งสมาธิไปด้วย จิตไม่มีกังวล ไม่มีอะไรรบกวน แม้จะมีเวลาดูหนังสือน้อย แต่อ่านแล้วจำได้ดี พอนั่งสมาธิก็ไม่กังวลเรื่องสอบ ได้บ้าง ตกบ้าง แต่พอประโยคเก้าก็ตกนานหน่อย แต่อาตมาก็ไม่ได้กังวล เพราะถือว่าเราทำเต็มที่แล้ว จริงๆแล้วเรียนบาลีกับนั่งสมาธิคล้าย ๆ กัน คือจิตต้องนิ่งระดับหนึ่งถึงจะมีผลสัมฤทธิ์ได้
​ตอนเรียนประโยค ๙ จริงๆ แล้วพอสอบในปีแรก เราก็รู้เลยว่า มันไม่เหมือนประโยคอื่น ประโยคอื่นเราดูหนังสือแล้วจำได้สัก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็พอจะสอบได้แล้ว แต่ประโยค ๙ มันไม่ใช่ พอไปสอบจริง ก็รู้เลยว่า อาจารย์ท่านจะเน้นมาก โดยเฉพาะวิชาแปล ต้องให้ได้ตรงเป๊ะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ 
พอเรียนปีที่ ๒ ไม่ได้สอบ เพราะรับบุญงานสลายร่างคุณยายอาจารย์ฯ ปีที่ ๓ พอมาเรียนใหม่ ความรู้ความทรงจำในเนื้อหาต่างๆ มันหายไปเกือบหมดเลย มาเริ่มเรียนใหม่ เหมือนเริ่มใหม่หมดเลย และรู้ว่าบางวิชาต้องไปที่วัดสามพระยา เพราะต้องจำสำนวนอาจารย์ได้ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ พอปีนั้นสอบก็ยังไม่ผ่าน แต่ก็รู้ว่าความรู้เรายังไม่แน่นเต็มที่
​ปีต่อเราก็ลุยดูหนังสืออย่างเต็มที่ และไปเรียนอย่างสม่ำเสมอ ช่วงติวอบรมก่อนสอบ ก็ทำคะแนนได้ที่หนึ่งของสำนักเรียนที่เราไปเข้าติว ตอนนั้น DMC ก็เพิ่งมี เขาก็มาสัมภาษณ์ ทำสกู๊ปออก DMC ปีนั้นวัดเราก็สอบประโยค ๙ ได้ ๙ รูป แต่ดูแล้วไม่มีชื่ออาตมาเลย สรุปแล้วปีนั้นก็สอบไม่ผ่านสนามหลวงอีก
​เราก็ได้คิดว่า “ความรู้ความสามารถเราถึงแล้ว แต่บุญเรายังไม่ถึง”
​ปีต่อมาไม่ดูหนังสือ ไม่ได้เข้าเรียนเลยเลย ลุยงานหยาบ เอาบุญให้เต็มที่ ช่วงบ่ายสอนหนังสือ หลังเลิกสอนหนังสือ ก็ทำรายการธรรมศึกษา ออกทางช่อง DMC เป็นวิทยากรเองบ้าง อัดเอง ตัดต่อเอง ทำเสร็จก็เกือบตี ๕ ทุกวัน ทำเองทุกอย่าง รายการที่ทำก็จะออกอากาศตอนบ่ายโมง 
ทำอย่างนี้เกือบทั้งปี ไม่ได้ดูหนังสือเลย กะว่าเอาบุญเต็มที่ ออกพรรษา นักธรรม ธรรมศึกษาสอบกันเสร็จ ก็ปิดรายการธรรมศึกษาที่ออกอากาศอยู่
​พอเคลียร์งานเสร็จ ก็ออกไปพักที่สัดในกรุงเทพฯ เพื่ออ่านหนังสือเตรียมสอบ แต่ก็ไม่ได้เข้าติวกับเขาหรอก ไปฝึกทำข้อสอบอยู่ ๒-๓ ครั้ง พออาตมาเปิดหนังสือดูหน้าไหน ก็จะมีความรู้สึกว่า เหมือนเราเพิ่งติวผ่านมาหยกๆ ความรู้ทุกอย่างมันอยู่ครบหมด ก็รู้สึกมีความมั่นใจขึ้นมาทันที แล้วเราก็ไปเข้าสอบสนามหลวง
​พอถึงวันประกาศผลสอบ เราก็ไปนั่งฟังประกาศทาง DMC อยู่คนเดียว แต่เราก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น คิดว่า “ถ้าเราไม่ได้แล้วใครจะได้” เพราะเราก็ประกอบเหตุมาครบถ้วน ความรู้ก็เต็มที่ รับบุญก็เต็มที่
แล้วก็สอบผ่านจริงๆ พอเราหมดภาระเรื่องเรียนแล้ว สบายปลอดโปร่ง ก็เลยกลับมาทบทวนหน้าที่หลัก และความตั้งใจดั้งเดิมของเรา คือการนั่งสมาธิ เราจะได้มาทำสิ่งที่เราปรารถนาให้สมบูรณ์ตามที่ตั้งใจไว้ ทุกวันนี้ก็ได้มานั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมอย่างเติมที่ เพราะรู้ว่านี้คือสิ่งที่ใช่ที่สุดสำหรับเรา
​​​​​​​
พระมหาสมศรี ยติสุโร 
ป.ธ.๙
พระวิปัสสนาจารย์ ปฏิบัติธรรม
Cr.ป.ธ.๙ ไดอารี่
สามเณรเตรียมพุทธฯ รวบรวม

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ป.ธ.๙ ไดอารี่ บันทึกสิ่งดีอยู่ในใจ ตอน 4 คำว่า “นาคหลวง”

ป.ธ.๙ ไดอารี่ บันทึกสิ่งดีอยู่ในใจ ตอน 6 รสภาษาบาลี

พระพุทธเจ้ามีมากมาย พระธรรมกายมีไม่ถ้วน?